และแล้วก็มาถึงวันที่ 2 วันนี้เขาเริ่มงานเร็วเลยไปสายหน่อย เลนไมไ่ด้ฟังช่วงแรกของเบรคที่แรก
แต่ก็พอสรุปได้ดังนี้
เบรคที่ 1 Kelvin Hua
- แนะนำให้ทำ Content ที่เป็น VDO มากกว่าเป็นตัวอักษร
- ถ้าจะหาเงินจากการโฆษณาจะต้องทำเวปแบบใดบ้าง
- ทำอย่างไร Traffic จะเยอะ
- ต้องทำ Web ให้ง่ายต่อการใช้
- หลักของการทำ SEO
- วิธีเริ่มต้นทำ Webiste จากศูนย์ ให้เป็นเวปที่ทำเงิน
แต่ก็ไม่น่าเกลียดนัก ถือว่าผ่าน
เบรคที่ 2 Devid Cavanagh
เล่าว่าตัวเองเคยไม่รู้เรื่อง Internet แล้วก็ไปเรียนรู้จากโง่ ๆ จนเก่ง จนสามารถหารายได้ จนรวย
เขาบอกว่าถ้าคุณจะเก่งก็จำเป็นต้องมีโค้ช แต่เขาไม่เคยบอกว่าเขารวยขึ้นมาได้อย่างไร
เขาสอนวิธีสร้าง Blog แบบง่าย ๆ (จริง ๆ แล้วไม่ต้องสอน ใคร ๆ ก็ทำได้)
เขาเล่าต่อว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ประเทศไทย แต่งงานกับคนไทย และเปิดการอบรมที่พัทยา
เขายกตัวอย่างนักเรียนที่เขาโค้ชให้จนประสบความสำเร็จ
สรุปคือโปรโมทแต่ตัวเอง สอนน้อยมาก เสร็จแล้วพอคนเคลิ้ม ๆ ก็เอาสินค้าของตัวเองมาขาย
ให้ของแถมเพียบ ลดราคาให้อื้อซ่า รับจำนวนจำกัด
เอาอีกแล้วโว๊ย แ..่.ง ขาย อีกแล้ว
เบรคที่ 3 Fabian Lim
อธิบายเนื้อหาคล้าย ๆ เดิม แต่เจาะประเด็นใหม่บ้างเช่น บอกว่า
เราเป็นนักการตลาด เราไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเทคนิค เราต้องใช้สมองเพื่อหาพีิ้นที่ในอินเตอร์เน็ต หาพื้นที่ที่เราสามารถชนะคนอื่นได้
ก่อนที่จะขายสินค้า เราควรจะวิจัยตลาดก่อน
เขาเอาสินค้าของเขาเองมาเป็นตัวอย่างในการศึกษา หลังจากนั้นก็ยกตัวอย่างนักเรียนของเขาที่ประสบความสำเร็จ
แล้วก็ ขายของ เหมือนเดิม
เบรคที่ 4 Stephen Pierce
7 Steps ในการทำการตลาด
แต่กว่าจะเข้าเรื่องก็โม้ไปแล้ว 20 นาที หลังจากนั้นก็พูดเนื้อหา 30 นาที
พอเสร็จแล้วก็อธิบายถึงสินค้าของมัน ที่ช่วยทำให้เราทำ 7 Steps ได้โดยง่าย
แล้วก็เริ่มขายฝัน โดยบอกว่านักเรียน หรือลูกค้ามันทำรายได้เท่าไหร่
สรุป แ ..่. ง ก็ขาย ตูอีกแล้ว (แต่อันนี้ก็น่าสนใจ)
"สรุปโดยรวมแล้ว งานนี้ ไม่ใช่งานสัมนาครับ
แต่จงเรียกมันว่างาน Expo มากกว่า"
"Expo ที่ต้องเสียเงินมาฟังมันขายของ
เสียเงิน 25000 บาท เพื่อมาดูมันสาธิตสินค้า"
แต่จงเรียกมันว่างาน Expo มากกว่า"
"Expo ที่ต้องเสียเงินมาฟังมันขายของ
เสียเงิน 25000 บาท เพื่อมาดูมันสาธิตสินค้า"
มันสอนวิธีการหาเงิน และก็หาเงินกันให้ดูเลย
เหมือนโดนหลอกยังไงก็ไม่รู้ (แต่ก็มีเยอะมากที่ซื้อสินค้า) อาจเป็นเพราะเขาเห็นรายได้ของคนอื่นมั้ง
คนที่ซื้อสินค้าของวิทยากร ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนที่ต้องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เป็นคนที่จริงจังกับธุรกิจนี้
แต่ทำไมผมไม่ซื้อเลยซักอย่างล่ะ เพราะผมไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ผมซื้อมาจะทำให้ผมสำเร็จได้จริงเหรอ
และอีกอย่าง ผมมาอบรมนะ ไม่ได้มางานแสดงสินค้า
มาหาความรู้แต่ต้องมาเสียเวลาฟังสินค้าของพวกมันตั้ง 50% ของเวลาทั้งหมด
ยังไงก็แล้วแต่ ผมไม่ยอมเสียเงินเพิ่มอีกแล้ว
ผมคิดว่า
"ถ้ายอมให้คนไทยหลอกไปแล้ว แต่จะไม่ยอมให้คนต่างชาติมากหลอกเด็ดขาด"
1 comment:
เคยเห็นจากหัวข้อแล้ว กับเงินที่เสียไป คงเอาไว้หลอกแน่ ๆ พอดูจากป้ายชื่องานดูแล้วก็ไม่น่าเชื่อถือแล้วครับ จริง ๆ มีหลาย ๆ บริษัทที่ชอบทำแบบนี้นะ บางทีก็บอกว่าเนื้อหาเป็นแบบนี้ ๆ ได้รับการรับรองจากหน่วยงานโน้นนี้ พอไปสัมมนา ก็ไม่ต่างอะไรกับทั่วไปเลย แพงกว่าอีก
นี้แหละครับ สังคมอุดมความหลอกลวง
ขอบคุณครับสำหรับคำเตือน
Post a Comment